บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย

บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (1/6)

สำหรับการศึกษาเรื่อง “โสเภณีเด็กชาย : ศึกษาเฉพาะกรณีเด็กชายเร่ร่อนขายบริการทางเพศ” มีประเด็นหลักอยู่ 3 ประการคือ การศึกษาถึงเงื่อนไขและปัจจัยที่ทำให้เด็กชายเร่ร่อนเหล่านั้น หันมาดำเนินชีวิตด้วยการขายบริการทางเพศ ซึ่งเมื่อเลือกการใช้ชีวิตเช่นนี้แล้ว เขาเหล่านั้นมีสภาพและวิถีชีวิตในระหว่างการขายบริการทางเพศเป็นเช่นใด รวมถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งการศึกษานี้จะผ่านกระบวนการปฏิสังสรรค์ภายในบริบททางสังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มประชากรเด็กชายเร่ร่อนขายบริการทางเพศ
เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของการดำเนินการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการศึกษาถึงปรากฏการณ์ทางสังคมเชิงประจักษ์ หรือเป็นการศึกษาความจริง โดยการพิจารณาปรากฏการณ์จากสภาพแวดล้อมตามความจริงในทุกมิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์กับสภาพแวดล้อมนั้น ดังนั้นเห็นว่าการศึกษาเกี่ยวกับการเป็นโสเภณีเด็กชาย ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Methodology) น่าจะเป็นวิธีการศึกษาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ ในการศึกษาดังนี้

เป็นวิธีค้นหาความจริงโดยไม่ดึงเอาเหตุการณ์หนึ่ง ๆ ออกจากสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริง แต่พยายามวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์กับสภาพแวดล้อม หรือระบบทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้จากการเห็นภาพรวมหลายมิติ
ในการหาความจริงนั้นจะใช้วิธีการสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการจดบันทึกทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลานาน ระหว่างที่เฝ้าสังเกต สอบถาม และจดบันทึกนั้น ผู้ศึกษาจะเลือกเหตุการณ์ หรือประเด็นที่กำหนดไว้ ขึ้นมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วตีความหมาย
การวิจัยประเภทนี้จะให้ความสำคัญแก่ข้อมูลประเภทอัตชีวประวัติ โลกทัศน์ ความรู้สึกนึกคิด ความคาดหวัง ฯลฯ แล้วมาประมวลเข้าด้วยกัน และเน้นการตีความหมาย ในฐานะเป็นเกณฑ์กำหนดแนวทางพฤติกรรมของบุคคล ตามลักษณะของการปฏิสังสรรค์ สัญลักษณ์นิยม
เนื่องจากการวิจัยนี้ศึกษารายละเอียดของเหตุการณ์หนึ่ง ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีตัวแปรเป็นจำนวนมากในการวิจัย [...]



บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (2/6)

วิธีการในการศึกษา
โสเภณีเด็กชาย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคมไทย เนื่องจากเพิ่งเกิดเป็นที่สนใจของสังคมไทยไม่นานนัก กระนั้นก็ยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตเด็กไทยกลุ่มหนึ่งต้องประสบกับชะตากรรมตามลำพังโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งจะได้รับผลกระทบต่อเขาเป็นอย่างมาก โสเภณีนั้น สังคมมองว่าเป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนรูปแบบหนึ่ง อันเป็นผลมาจากการปฏิสังสรรค์ ดังนั้นแล้ว เพื่อศึกษาถึงการเป็นโสเภณีเด็กชาย จึงจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่โลกของบุคคลที่มีการปฏิสังสรรค์ต่อกัน ซึ่งแกนกลางของการวิเคราะห์ความเบี่ยงเบนรูปนี้ ก็คือวิธีการศึกษาแบบธรรมชาติ หรือเป็นการศึกษาพฤติกรรมนิยมแบบธรรมชาติ ที่มุ่งศึกษาถึงความเบี่ยงเบน และผู้เบี่ยงเบนภายในโลกของเขาเอง ซึ่งก็คือในโลกของการเป็นโสเภณีเด็กชายเร่ร่อน เป็นการเข้าสู่โลกของผู้เบี่ยงเบน เพื่อที่จะให้โลกนั้นเป็นที่เข้าใจได้จากจุดยืนในเชิงทฤษฎี อันมีรากฐานมาจากพฤติกรรม นิยาม ทัศนคติ และความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา โดยที่พฤติกรรมนิยมแบบธรรมชาติ พยายามเชื่อมโยงลักษณะปกปิดของการกระทำทางสังคม เข้ากับลักษณะที่เปิดเผย และสามารถสังเกตเห็นได้ (พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์, 2530)
Blumer (1969, pp. 46-48) ได้กล่าวถึงการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมในโลกเชิงประจักษ์ว่า ควรศึกษาจากพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ Denzin (1970, pp. 5-6) ได้ให้ประเด็นหลักสำหรับระเบียบวิธีวิจัยตามลักษณะ ของพฤติกรรมนิยมแบบธรรมชาติ เพื่อใช้วิเคราะห์ตามความเป็นจริงทางสังคมจากจุดยืนของผู้ที่ถูกศึกษา และทำความเข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ ภายในกระบวนการปฏิสังสรรค์ต่อไปนี้ คือ
   
สำหรับการศึกษาวิจัยนั้น เพื่อให้เห็นกระบวนการให้ความหมายและแบบแผนของความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างสัญลักษณ์ กับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ภายในการปฏิสังสรรค์ ผู้ศึกษาจะต้องนำเอาสัญลักษณ์ และการปฏิสังสรรค์มาเชื่อมโยงกัน
ผู้ศึกษาจะต้องมองโลกทางสังคม [...]



บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (3/6)

ประชากรที่ใช้ในการศึกษา
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเด็กชายเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตขายบริการทางเพศจำนวน 10 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยจะเลือกจากกลุ่มเด็กเร่ร่อนชายขายบริการทางเพศที่ผู้วิจัยเข้าไป คลุกคลีด้วยตามจำนวนที่กำหนดไว้โดยเลือกจากวิธีการใช้ Snow Ball Sampling Technique เพื่อที่จะได้ประชากรเป้าหมายเป็นแหล่งข้อมูลที่กระจาย และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดคุณลักษณะประชากรที่จะเลือก คือ

เป็นเด็กชายเร่ร่อน
อายุระหว่าง 7-18 ปี
ใช้ชีวิตในการขายบริการทางเพศตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
ยังใช้ชีวิตขายบริการทางเพศอยู่ ขณะทำการศึกษา
เป็นเด็กเร่ร่อนที่ขายบริการทางเพศโดยอิสระ ไม่มีสังกัด
มิได้ยึดกับภูมิหลัง หรือประวัติความเป็นมาของเด็กเป็นสำคัญ

ในการศึกษาวิจัยจะมีลักษณะที่เจาะลึกทั้งในด้านกว้าง ได้แก่สภาพและวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวันในปัจจุบัน และในด้านลึก ได้แก่ สภาพความเป็นมา ภูมิหลังของตัวเด็กที่คาดว่า น่าจะมีส่วนในการหักเหชีวิตของเด็ก ให้เลือกมาขายบริการทางเพศ รวมถึงผลกระทบที่เด็ก จะได้รับ และการใช้ชีวิตในอนาคตของเด็กเหล่านี้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการติดตามเด็กกลุ่มนี้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ศึกษาจะเข้าไปคลุกคลีกับประชากรเด็กกลุ่มนี้ อย่างต่อเนื่องในโลกของเขาเอง ซึ่งจะทำให้เห็นถึงสภาพเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นจริง.
การเข้าถึงประชากร
ในการค้นหาประชากรที่จะให้ข้อมูลนั้น สำหรับเด็กกลุ่มนี้แล้วไม่ใช่เป็นสิ่งที่ง่ายนัก อย่างน้อย ก็มีข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ เด็กชายที่ขายบริการทางเพศส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเร่ร่อน ที่มีวิถีชีวิตในการเอาตัวรอดสูง เต็มไปด้วยความหวาดระแวง และระวังภัย จึงอาจจะปิดบังข้อมูล หรืออาจจะปรุงแต่งข้อมูลขึ้นมาได้ ประกอบกับตัวเด็กชายเองรู้สึกว่าการขายบริการทางเพศ ของตนนั้น มิใช่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม การที่บุคคลอื่นมาตีตราว่าเขาเป็นผู้ขายบริการทางเพศ เป็นผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน หรือผิดปกตินั้น เหมือนเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีเด็กบางคนจึงอาจ [...]



บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (4/6)

การรวบรวมข้อมูลที่ศึกษา
การศึกษาโดยวิธีการทางธรรมชาติ Denzin (1978) เสนอว่า ผู้ศึกษาจะต้องเชื่อมประสาน 3 สิ่งเข้าด้วยกันคือ แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย (Multiple Data Sources) วิธีการวิจัย (Research Methods) และโครงร่างทางทฤษฎี (Theoritical Schemes) เพื่อใช้ในการพิจารณา และวิเคราะห์ตัวอย่างพฤติกรรมของประชากรที่ศึกษา นอกจากนั้นผู้ศึกษายังจะต้องเปรียบเทียบแนวคิดในการอธิบายพฤติกรรมของผู้ที่ถูกศึกษาเข้ากับโครงร่างทางทฤษฎี ระเบียบวิธีการศึกษาแบบธรรมชาติ หรือเชิงคุณภาพนั้น จะเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ เพื่อที่จะทำให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมประสาน การสังเกต และการทำให้รากฐานเชิงประจักษ์บรรลุสู่ข้อเสนอเชิงสังเกตอย่างต่อเนื่องด้วย ดังนั้นจึงเน้นการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่ศึกษาในแง่ของเวลา ความต่อเนื่องของพฤติกรรม และผลของการกระทำเหล่านั้น เช่น คำพูด การสนทนา ท่าทีที่เปิดเผย หรือพฤติกรรมที่พยายามปกปิด และพยายามใช้ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เป็นปรากฏการณ์ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของผู้ที่ถูกศึกษาอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงจากจุดยืนของผู้ที่ถูกศึกษาภายในโลกของเขาเอง (บงกชมาศ เอกเอี่ยม, 2532, น. 77)
สำหรับการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้พยายามจัดระเบียบวิธีการศึกษาเช่นเดียวกับลักษณะพฤติกรรมนิยมแบบธรรมชาติ โดยพยายามก้าวเข้าสู่โลกของเด็กชายเร่ร่อนที่ขายบริการทางเพศ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำความเข้าใจพฤติกรรม อันจะนำไปสู่การค้นพบซึ่งเงื่อนไข และปัจจัยที่ทำให้เด็กชายเร่ร่อนเหล่านี้ตัดสินใจขายบริการทางเพศ และการก้าวเข้าสู่โลกของกลุ่มประชากรเด็กชายเร่ร่อน [...]



บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (5/6)

การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูลตามลักษณะของการศึกษาวิจัยแบบธรรมชาติ Denzin (1978) เสนอว่า ผู้ศึกษาจะต้องพยายามสร้างกรอบในการอธิบายปรากฏการณ์แล้วสรุปออกมาในแง่ของข้อเสนอทั่วไป (Universal Propositions) หรือตัวแบบเชิงเหตุผล (Causal Models) ที่สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์และตัวอย่างกรณีศึกษาทั้งหมด แต่ข้อเสนอและตัวแบบเชิงเหตุผลนี้ เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น และให้เหตุผลแก่ปรากฏการณ์ที่ผู้ศึกษาต้องการวิเคราะห์เท่านั้น ดังนั้นผลของการศึกษาที่ได้รับจากการวิเคราะห์ประชากรตัวอย่างหรือข้อมูลตามความเป็นจริง อาจจะไม่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดตามที่เสนอ ไว้ก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้กรอบในการอธิบายดังกล่าวก็จะมีประโยชน์ต่อผู้ศึกษา โดยช่วยชี้ให้ผู้ศึกษามองเห็นกรณีขัดแย้ง เพื่อที่จะได้นำกรณีขัดแย้งนั้นไปพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อเสนอ เพื่อให้เกิดการสร้างทฤษฎี ซึ่งมีรากฐานเชิงประจักษ์มากขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทฤษฎีต่อไป ซึ่งการวิเคราะห์ในลักษณะนี้ ก็คือวิธีอุปนัยเชิงวิเคราะห์ (Analytic Induction) นั่นเอง และ Denzin (1978, p. 193) ได้แยกการศึกษาวิเคราะห์ออกเป็น 6 ขั้นตอนด้วยกันคือ
1. สร้างนิยามปรากฏการณ์ที่ต้องการอธิบายอย่างคร่าวๆ (Rough Definition)
2. สร้างการอธิบายปรากฏการณ์นั้นในเชิงสมมุติฐาน (Hypothetical Explanation)
3. ทำการศึกษากรณีเชิงประจักษ์ในแนวสมมุติฐาน ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด หรือสมมุติฐานที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง (Facts) ในกรณีนั้น
4. ถ้าสมมุติฐานไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอาจจะต้องตั้งสมมุติฐานขึ้นใหม่หรือไม่ก็ นำนิยามปรากฏการณ์ที่ต้องการอธิบายใหม่แล้วตัดกรณีศึกษานี้ทิ้งไป
5. ความแน่นอนในทางปฏิบัติของสมมุติฐานที่สร้างขึ้น อาจบรรลุได้หลังจากที่ตรวจสอบ กรณีศึกษาจำนวนหนึ่งแล้ว แต่หากค้นพบกรณีที่ขัดแย้งกับการอธิบาย ก็ต้องสร้างข้อเสนอและการอธิบายขึ้นใหม่
6. การดำเนินการตรวจสอบกรณีศึกษา [...]



บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (ุ6/6)

ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา
เนื่องจาก “โสเภณีเด็กชาย : กรณีศึกษาเด็กชายเร่ร่อนขายบริการทางเพศ” เป็นหัวข้อที่ผู้ศึกษาให้ความสนใจมานาน จึงทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 เป็นต้นมา
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีลักษณะที่สำคัญก็คือการเข้าถึงข้อมูล โดยที่ผู้ศึกษาเข้าไปสัมผัส โดยตรงกับผู้ที่จะทำการศึกษา เพื่อที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ภายในโลกของผู้ถูกศึกษา ในช่วงแรกของการวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดระยะเวลาในการลงสนามเพียง 6 เดือน แต่เมื่อได้ลงสนามจริงแล้ว ประกอบด้วยเงื่อนไขบางประการ ทำให้ใช้เวลาในการติดตาม ประชากรศึกษาถึง 12 เดือน ไม่รวมการเก็บข้อมูลภาคเอกสาร การค้นพบประชากร และขบวนการทางด้านการศึกษาแต่อย่างใด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

เก็บรวบรวมข้อมูลภาคเอกสาร
มิถุนายน 2536 - พฤศจิกายน 2537

เรียบเรียงข้อมูล จัดพิมพ์เค้าโครงฯ
พฤศจิกายน 2537 และสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ - ธันวาคม 2537

เริ่มเข้าพื้นที่ภาคสนาม เพื่อสำรวจเบื้องต้น
มกราคม 2538

เก็บข้อมูลภาคสนาม
มกราคม 2539 - ธันวาคม 2539

รวบรวม เรียบเรียง และวิเคราะห์ข้อมูล
ครั้งที่ 1
พฤษภาคม 2539

รวบรวม เรียบเรียง [...]